เปิดใจผู้ชายชื่อ " ดนู สิงหเสนี" กับเส้นทางการเป็นดีเจ.. ตลอดระยะเวลา 6 เดือน ( 22/7/47 )

หลังจากที่พี่ชายประจำบ้านหลังเล็กของเราผ่านร้อน( เกือบผ่านฝน) การเป็นดีเจมาได้เกือบเจ็ดเดือนแล้ว เลยมีการเปิดใจพี่ชายกันซะหน่อย ถึงระยะเวลาที่ผ่านมา มาติดตามอ่านกันได้ มีประเด็นร้อน ๆ ที่สาว ๆ ไม่ติดตามไม่ได้ แล้ว และอีกหลากหลายเรื่องราว ที่เราจะมาค้นพบจากผู้ชายธรรมดา ที่ไม่ธรรมดาคนนี้

"ดนู" คือใคร

ดนูคือใครหมายความว่าไง ?? อะฮะ ดนูคือชายหนุ่มคนนึงที่ยังหนุ่มอยู่ (555 ) และก็เป็นคนที่ดูภายนอกดูเป็นตัวของตัวเอง มีความคิดเป็นของตัวเองที่แบบว่าหลาย ๆ คนมองแล้วอาจจะมองว่าเออ เฮ้ย ดูเป็นผู้ชายอบอุ่นนะ เออ ดูเป็นผุ้ชายพูดจาน่าเชื่อถือ แต่ตัวเองมองตัวเองก็คือก็เป็นมนุษย์ธรรมดาเนี่ยแหละที่มีทุกอารมณ์ เพียงแต่ว่างานบางอย่างที่เราต้องทำมันคือการให้ความสุขคนอื่น มันเลยออกมาทางบุคลิกของเราบางอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจว่าเป็นแบบนั้น แต่จริง ๆ แล้วก็มีทุกอารมณ์ละครับ รัก โลภ โกรธ หลง โดยเฉพาะอารมณ์ที่สองมีเยอะฮะ โลภ ( 555 ไม่ใช่ ) มีหมดทุกอารมณ์จริง ๆ

ก่อนหน้าทำอะไรมาบ้าง

เป็นสิ่งที่คนอื่นไม่รู้เลยนะ ( ประชดเล็กน้อย) ก่อนหน้านี้หรือครับทำอะไรมาบ้าง ก็ทำหลายอย่างตั้งแต่เป็นลูกของพ่อของแม่ มาเป็นนักเรียน เป็นนักศึกษา จบมาก็ทำงาน ถ้าพูดถึงทำงานอะไรมาบ้าง ก็ทำหลายอย่างนะครับตั้งแต่ งานเกี่ยวกับที่เรียนมา ก็มีออกแบบ เกี่ยวกับ Packaging กับ Graphic design หลัง ๆ ก็มาจับงานพวก Stage design ตามงาน Organizer ต่าง ๆ ซึ่งควบคู่ไปกับตำแหน่งพิธีกร ก็คือทำงาน MC * ไปด้วย และก็ถ้าเป็นแบบเป็นชิ้นเป็นอัน เน้นเรื่องของงานด้านวงการบันเทิงก็จะเป็นที่ ITV ก็จะเป็นพิธีกรอยู่ส่วนฝ่ายข่าวบันเทิง ก็จะมีสองรายการที่รับผิดชอบคือ อินไซต์เอนเตอร์เทรนเมนท์ กับตะเวนราตรี หลังจากนั้นก็ออกมา ทำอยู่แค่ปีเดียวก็มาทำงาน Organizer นี่แหละ Stage design กับ MC แล้วก็รับงานออกแบบทั่วไปเป็น Freelance อยู่ปีนึงก็ได้มาทำเป็นดีเจที่กรีนเวฟ โดยการชักชวนของพี่อ้อย-นภาพร ซึ่งพี่อ้อยก็เป็นทั้งคนจุดประกาย และเป็นทั้งครูด้วย ทุกวันนี้ก็ยังเป็นพี่สาวที่ดีคอยแนะนำอะไรดี ๆ อยู่เสมอ ทุกวันนี้ก็ทำเป็นดีเจที่กรีนเวฟมาได้เจ็ดเดือนแล้ว พร้อม ๆ กับงานนอกด้วย งาน MC งานออกแบบก็ยังทำอยู่

ย้อนกลับไปนิดนึงที่ถามว่าเป็นคนยังไง จริง ๆ แล้วต้องบอกว่าเป็นคนจริงจังกับชีวิตนะ ค่อนข้างเป็นคนจริงจังกับชีวิตถ้าหลาย ๆ คน ได้สนิท ๆ ได้แบบอยู่ใกล้ ๆ แล้วจะรู้ ว่าทำอะไรแบบเป็นคนซีเรียสกับการทำงาน หรือกับคำพูดทุกคำพูดที่พูดออกไป เพราะว่า เพราะอาชีพแบบเราจะต้อง Concern ตรงนี้ให้มาก ๆ

ทำไมอยากเป็นดีเจ

จริง ๆ ต้องบอกว่าอาชีพดีเจไม่เคยอยู่ในความคิดเลย เพราะมองว่าอาชีพดีเจเป็นสิ่งที่มันยาก ยากมาก ๆ สำหรับตัวเอง เพราะว่าไม่รู้สิ อยู่ ๆ ที่คนเราจะมาพูดอะไรหน้าไมค์ ที่ไม่ใช่พูดเรื่องเพลงอย่างเนี๊ย โน่นนี่เยอะแยะจะหาที่ไหนมาพูด แล้วก็แบบว่า เฮ้ย มีความรู้สึกว่าต้องมีความรับผิดชอบเยอะโดยเฉพาะคำพูดของเราเองถ้าพูดออกไปแล้วคนได้ยินกันเป็น แสน ๆ ล้าน ๆ คน แต่พอได้ทำงานด้านนี้มาเรื่อย ๆ ก็มีความรู้สึกว่า เฮ้ย อาชีพที่เกี่ยวกับการพูดหรือการ Present หรืออยู่ในวงการแบบนี้มันน่าจะเหมาะกับเรา ที่รู้สึกอย่างนั้น แบบว่าไม่ได้รู้สึกคนเดียวไง คนอื่นก็มองแบบว่ามีคนให้โอกาสเราบ่อย ๆ เราก็มีความรู้สึกว่าเราก็น่าจะเหมาะนะ ถ้าเราไม่เหมาะ เขาก็คงแบบไม่จ้างเราแล้ว มันก็มาพัฒนาการมาเป็นขั้น ๆ เรื่อย ๆ ถ้าถามว่ารู้สึกยังไงกับอาชีพดีเจ "รู้สึกรัก" ไม่ใช่แค่ชอบแล้วนะ คือรักเลยแหละเพราะว่ามันเป็นอาชีพที่มีเสน่ห์บางอย่าง ๆ บอกไม่ถูกเหมือนกัน มันมีทั้งความสุข ความลำบากใจ แต่มันอยู่บนพื้นฐานของความสุขทั้งนั้นเลย ก็คือ ลำบากใจหมายความว่าก็บอกแล้วว่าพี่เป็นคนค่อนข้างอาจจะ sensitive ดูเป็นคนที่แบบจริงจังกับชีวิต เพราะฉะนั้นพี่ก็อยากเอาใจคนฟังทุกคน แบบเพลงทุกเพลงที่ขอเข้ามา หรือคำพูดทุกคำที่พูดออกไป ถ้าเกิดมันไม่ถูกใจใครช่วงแรก ๆ อาจจะเหมือนว่าพี่แคร์คนอื่นไปซะหมด แต่หลัง ๆ ก็ต้อง control ตัวเองแล้วเพราะว่ากับคนบางคนที่อาจเข้าใจคำพูดเราผิด หรือว่าไม่พอใจกับคำพูดของเรา แต่ยังมีคนอีกตั้งกี่คนซึ่งเป็นส่วนรวมมาก ๆ ที่ไม่ได้ใส่ใจเราควรจะทำให้รายการมันต่อเนื่องและไม่ควรให้อารมณ์มันสะดุด หรือว่ามีอะไรผิดแปลกในการจัดรายการ ควรจะเอาอารมณ์ส่วนตัวเก็บเอาไว้ ถึงแม้ว่าอารมณ์ส่วนตัวนั้นมันจะเป็นการแคร์คนอื่นก็ตาม

ก็จะทำไปเรื่อย ๆ ใช่มั้ย

อาชีพนี้ใช่มั้ย อ้าวแน่นอนซิจ๊ะ เพิ่งเจ็ดเดือนจะให้ลาออกแล้วเหรอ ( หัวเราะร่วนอีกแล้ว ) ถ้าเกิดเอาจริงเอาจังก็เป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ และคิดว่าเป็นอาชีพที่มันถาวรได้ แต่มันก้อขึ้นอยู่กับตัวเราเองด้วย เพราะเราต้องมีพัฒนาการอยู่เสมอ อย่างดีเจทุกวันนี้ ถามว่าใครยึดเป็นอาชีพได้ มันก็มีแค่ไม่กี่คน มันคล้ายกับอาชีพบันเทิงอื่น ๆ ที่เก่าไปใหม่มาหรือเปล่า แต่พี่คิดว่าอาชีพดีเจมีอะไรมากกว่านั้น ถ้าเรายังคงรักษาระดับของเราได้อย่างนี้อยู่


รู้ตัวเมื่อไรว่าอยากเป็นดีเจ, MC

ถ้าถามว่ารู้ตัวเมื่อไหร่ ว่าเราชอบพูดหรือว่าพูดแล้วมีคนอยากฟัง ที่เราพูด ต้องบอกว่าอันนี้ต้องขอบคุณอาจารย์แนะแนวตอนม.4 ม.5 มาก ๆ เชื่อป่ะอาจารย์แนะแนวให้ทำแบบสอบถามเชื่อว่าน้อง ๆ ทุกคนคงเคยทำละว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วจะมีเช็คว่าความถนัดที่เรามีอยู่เหมาะกับสิ่งที่เราตอบอาจารย์ไปหรือเปล่าโดยการทำแบบสอบถาม แล้วเขาจะประเมินผลให้ พี่ก็เขียนไปเลยว่า คือตอนนั้นนึกไม่ออกว่าอาชีพดีเจ อาชีพพิธีกรอะไรมันเป็นยังไง แต่ก็ชอบฟังวิทยุนะ พี่ก็เลยบอกว่าอาชีพอะไรก็ได้ที่ใช้เสียง ที่เกี่ยวกับการพูด ตอบลงไปอย่างนี้ คือเป็นคำตอบที่แปลกประหลาดมาก ๆ อาจารย์แนะแนวก็เรียกไปคุย อาชีพอะไรหรือจ๊ะที่อยากจะเป็น ( หัวเราะครื้นเครง ) นึกยังไม่ออกละครับ แต่ผมชอบพูด ชอบ Present และก็มีความรู้สึกว่าเวลาเราพูดแล้วมีคนฟัง เออมีความสุขดี และถ้าเขาคล้อยตามหรือมีอารมณ์ร่วม เป็นสิ่งที่ดีมาก

ตอนมัธยมก็รู้ตัวแล้วว่าชอบทำไมไม่เรียนทางด้านที่เกี่ยวข้อง

คือมันมีความชอบหลาย ๆ อย่าง พร้อม ๆ กัน ตอนนั้นก็ชอบการออกแบบ อยากเป็นสถาปนิก ไป ๆ มา ๆ ก็ไปเอนฯ ติดในอีกสาขานึงซึ่งมันอยู่ในแขนงนี้ละ การออกแบบเหมือนกัน เป็น Product design บอกแล้วได้แรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนเรื่องโดเรมอน เพราะมันมีของวิเศษเยอะแยะมากเลย พี่ก็จะเป็นคนที่แบบต่อโน่นต่อนี่ ทำโน่นทำนี่อะไรที่เจ๊งแล้ว ก็ทำให้มันเจ๊งเข้าไปอีก ( เอิ๊ก ๆๆๆ ) ไม่ใช่ ที่มันเจ๊งแล้วเอามาทำเป็นอย่างอื่นได้ อย่างเช่นวิทยุที่มันเสีย เราก็เอามาถอดหมดเลย แล้วก็เอาไปทำเป็นกล่องใส่ของ ทำโน่นทำนี่เอาปุ่มเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ ก็มีความรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่มันสนุกดี เป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ มันเหมือนตอนนั้นเราคิดว่าหาตัวเองเจอไง แล้วก็เตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ ม 4 แล้ว ไปเรียนติวความถนัดสถาปัตย์ นั่งวาดรูปทุกวัน แล้วก็พยายามอ่านหนังสือเยอะ ๆ แต่ขณะเดียวกันตอนนั้นเราก็ชอบฟังเพลงมาก ๆ ด้วย ชอบฟังเพลงถึงขนาดที่ว่า Intro เพลงนี้ขึ้นมาอยู่แค่ไม่ถึงห้อง โน๊ตสักสามสี่ตัวเราก็รู้แล้วว่าเพลงอะไร

ฟังคลื่นอะไรเป็นพิเศษ

ตอนนั้นต้องสไมล์เรดิโอเลย ไม่รู้เกิดทันกันหรือเปล่า พวกพี่เปิ้ล-หัทยา ชอบมาก ชอบพี่เปิ้ลมาก ประมาณอารมณ์สมายด์เรดิโอเลย พอหลังจากนั้นมา พอเอน ฯ ติดก็เหมือนกับห่างหายวิทยุไปพักนึง เพราะว่ามันมีอะไรที่ต้องรับผิดชอบเยอะ แล้วก็วิทยุถ้าเกิดฟังจริง ๆ ตอนทำโปรเจคดึกๆ น่ะก็นี่เลย ก็จะฟังกรีนเวฟ ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าเราซึมซับกรีนเวฟมาตั้งแต่ตอนนั้น เรามีความรู้สึกว่า เฮ้ย มีเพื่อนอยู่กับเราตอนดึก ๆ นะ ตอนระหว่างเราทำงาน แต่ไม่เคยโทรมาขอเพลงเลย เคยโทรมารายการวิทยุครั้งแรกก็คือ ที่สมายเรดิโอ โทรไปช่วงพี่เปิ้ล เล่นเกมส์ได้ของรางวัลด้วยนะ ครั้งแรกในชีวิตแล้วก็ได้ของรางวัลด้วย ครั้งที่สองในชีวิตปีที่แล้ว ตอนช่วงทำเทปอยู่ที่นี่ โทรมาช่วงพี่วา - วาทินี ศรีมงคล ที่จัดตอนตีสามกว่า ๆ คือพี่นอนดึกไง ตอนนั้นน่ะ ทำงานออกแบบเวทีอยู่ โทรมาเล่า My Inspiration ถ้ายังจำกันได้ปีที่แล้วเป็นช่วงที่ให้กำลังใจกับข้อความดี ๆ ที่เราเก็บไว้คนเดียวได้ไงล่ะ ก็เอามาแบ่งคนอื่นซิ เรามีความรู้สึกเฮ้ย เออนะ ในฐานะคนฟัง เราก็แบบ แปลกดีเหมือนกัน เพราะตอนนั้นเราทำเทป เพื่อในฐานะดีเจอยู่เกือบปีแล้วเหมือนกัน ( *** ขยายความ - ก่อนที่จะมาเป็นดีเจ ก็จะต้อง ฝึกจัดรายการเหมือนจริงทุกอย่างเพียงแต่ไม่ออกอากาศ แต่จะอัดลงเทปเพื่อพิจารณาถึงจุดด้อย และพัฒนาตัวเองต่อไป เพื่อเป็นดีเจมืออาชีพต่อไป ) จำข้อความไม่ได้แล้ว ตอนนั้นเจอในหนังสือปุ๊บก็โทรมาทันที เป็นข้อความประมาณให้กำลังใจนี่แหละ

^ v ^ ช่วงพักยก นินทาพี่ชาย ..... หุ ๆๆๆๆ พี่ชายพูดเร็วมากกกกกกกกก เหนื่อยแล้วนะ นั่งถอดเทปลิ้นห้อยไปด้วย เกือบต้องนั่งมอร์เตอร์ไซต์ตามแน่ะ พูดเร็วจริง ๆ

เริ่มเส้นทางสู่การเป็นดีเจ เริ่มจากการสมัครเข้าเอไทม์หรือสมัครเข้ากรีนเวฟเลย

ต้องบอกว่าโชคดีที่ได้เจอพี่อ้อย ตอนนั้นพี่ยังอยู่ ITV ไปสัมภาษณ์สปา ของพี่บิ๊ก-ภูมิชาย ( ดีเจบิ๊ก ปัจจุบันจัด 94.5 Music Box ) แล้วพี่อ้อยตอนนั้น เขาสนิทกับพี่บิ๊ก ก็มาที่สปาด้วย มาเป็นแขก เหมือนมาเป็นคนที่ใช้บริการที่สปาด้วย แล้วทำทีว่าไปถ่ายแล้วไปเจอ ก็สัมภาษณ์คุยกันกับพี่อ้อย เธอก็ทักขึ้นมาคำนึงว่า "อยากเป็นดีเจป่ะ" พูดแค่เนี๊ย แล้วก็บอกว่า เสียงโอเคเลยผ่านเลย หมายถึงเนื้อเสียงของเรา ประกอบกับพี่อ้อยคงเห็นว่าเรามีประการณ์ในการพูด การ present อยู่แล้วกับการเป็นพิธีกร แต่ต้องบอกว่าการทำงานเป็นพิธีกรกับการเป็นดีเจมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มันคนละประเภทกันเลย เป็นการ present หรือการพูดที่ไม่เหมือนกันเลย แบบพิธีกรนี่พูดแบบไปได้เรื่อย ๆ นะครับ ไม่จำกัดเวลาเอาให้ครอบคลุมในส่วนที่เรานำเสนอก็พอแล้วแต่เราจะเสริมอะไรก็ได้ แต่การเป็นดีเจนี่มันไม่ใช่ ยิ่งการเป็นดีเจสมัยนี้ พูดน้อยต่อยหนักเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หมายความว่าพูดอะไรก็ต้องให้โดนหรือให้กระชับ และก็ให้มันตรงประเด็นมากที่สุดและก็ให้มันน่าฟังที่สุด โอ..เป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ นี่แหละเป็นสิ่งที่พี่กลัวตอนแรก

DJ , MC และการถ่ายโฆษณา

พูดถึงงานถ่ายโฆษณา ณ ทุกวันนี้พี่ก็ยังยืนยันว่าพี่ชอบงานเกี่ยวกับการพูดนี่แหละ ก็คืองานดีเจกับ MC แต่งานพิธีกร การเป็นตัวของตัวเรามันจะแสดงออกมาในแง่ของบุคลิคภาพ เวลา present บนเวที ท่าทาง แต่สิ่งที่เรานำเสนอมันเหมือนกับเราก็ถูกตีกรอบเหมือนกันว่า สินค้าที่เรานำเสนอ event นั้น ๆ เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร แต่การเป็นดีเจ คุณมีดนตรีมาเป็นขอบเขตก็จริงแต่เรื่องที่เราเอามาพูดน่ะ โอเคถ้ามันอยู่ใน concept ของคลื่น แต่มันกว้างมากเราก็เอามาพูดได้หมด แล้วก็ใส่ความเป็นตัวเองได้เยอะ พูดง่าย ๆ เลยใส่อารมณ์ แต่เป็นอารมณ์ที่เราควรนำเสนอนะ ไม่ใช่อารมณ์แบบ "นี่โทรมาทำไม เอ๊ะ ขออยู่ได้ " ไม่ใช่แบบนั้น อะไรนะ งานโฆษณาอีกอย่างนึงก็ต้องบอกว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ ที่ได้ทำงานทางด้านนี้ พูดถึงเหรอ ถ้าพูดในแง่ของรายได้ก็เป็นสิ่งที่จูงใจพอสมควร เพราะรายได้ค่อนข้างดีมาก ( พี่ชายย้ำเสียงหนักแน่น หุหุหุ ไม่ค่อยงกเลยวุ๊ย ) กับการถ่ายแค่วันเดียว เราก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากเพราะงานในหน้าที่เสร็จปุ๊บก็จบกัน งานถ่ายโฆษณากับ MC คล้าย ๆ กันเพราะมันไม่ใช่งานต่อเนื่อง คุณจะมีงานต่อเนื่องก็จริงแต่มันเป็นคนละ event แล้วเป็นคนละตัวสินค้ากันแล้ว แต่ดีเจไม่ใช่ คุณเป็นตัวตนจริง ๆ ที่คนเขาจับต้องได้หรือคุณเป็นตัวตนจริง ๆ ที่เขามาชี้ตัวได้ผิดอะไรยังไงได้ เข้าใจใช่ป่ะ เออเนี่ยมันต่างกันตรงนี้แหละ

ผ่านมาหกเดือนเต็มอยากให้กล่าวถึงเพื่อนร่วมงาน

ตัวเองกับเพื่อนร่วมงาน ก็แยกเป็นส่วน ๆ แล้วกันนะ กับดีเจคนอื่น ๆ ก็ดีครับ ไม่ค่อยได้เจอกันดี 555 คนที่เจอบ่อย ๆ ก็คือพี่อ้อยกับพี่แบม ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วพี่อ้อยก็เป็นครูเรา พี่แบมก็น่ารักเป็นพี่สาวที่ดี ส่วนดีเจคนอื่นก็ดีครับสนิทสนมกันดีคุยกันได้ พี่ ๆทุกคนก็ปรึกษากันได้ทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องงานนะครับ อืม ดี ๆๆๆ โค-โปรแกรม ก็ดีเป็นน้อง ๆ ที่น่ารักกันดี

ประทับใจเพื่อนร่วมงานคนไหนมากสุด

ประทับใจในรูปแบบไหน ในฐานะอะไร เพื่อนร่วมงานหรือ ... ถ้าในฐานะของผู้ร่วมงาน อืม ก็ต้องบอกว่าประทับใจพี่อ้อยมากสุดเพราะว่าถึงแม้ว่าตอนนี้เราได้มาอยู่ข้างหน้าเรียบร้อย ได้มาทำเป็นอาชีพแล้วพี่อ้อยก็ยังมีคำแนะนำดี ๆ ให้อยู่เสมอ และยังเป็นพี่สาวน่ารักที่ยังมีอะไรก็พูดคุยได้ทุกเรื่องปรึกษาได้ทุกเรื่องอยู่เสมอ

จัดมาหกเดือนอะไรคือเหตุการณ์ประทับใจมากที่สุด

ก็ต้องบอกว่า แหมเดี๋ยวจะหาว่ายอกันเอง ก็ต้องบอกว่าประทับใจเรื่องนี้แหละที่อยู่ ๆ ก็มีน้องกลุ่มนึง ตอนแรกก็ส่งเมล์มาคุยกัน พอหลัง ๆ ก็มีบอร์ดทำให้ เริ่มจากน้องกบเลย กบเป็นน้องที่น่ารักมาก หลังจากนั้นก็มีเวปเป็นของตัวเอง ก็ไม่นึกว่าเราเองก็ไม่ได้เป็นดารงดารา นักร้อง ทำไมแบบ .... น้อง ๆ แบบว่าให้ความสำคัญอะไรกับเราขนาดนี้เป็นสิ่งที่ประทับใจมากที่สุด แต่ถ้าจะพูดถึงเหตุการณ์ในการจัดแล้วมีเหตุการณ์ไหนประทับใจมากที่สุดก็ต้องบอกว่ามีบ่อยครั้งที่ทำให้เรารู้สึกดี แล้วก็รู้สึกดีกับอาชีพนี้ รู้สึกรักในอาชีพนี้ซึมซับมาเรื่อย ๆ ก็คนฟังนั่นแหละมีส่วนร่วมหมด แม้กระทั่งคนฟังที่อาจจะติหรือเขาอาจไม่พอใจอะไรเรา แต่เราก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยเตือนเราได้เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบกำลังใจดี ๆ อย่างเช่น ถ้าเราเปิดเพลงแล้วมีข้อความตอบกลับมาว่า อย่างวันนี้มีน้องคนนึงบอกว่า คิดว่าดีเจน่าจะมีความสุขมาก ๆ แน่ ๆ เลยเพราะว่าเปิดแต่ละเพลงเพราะ ๆ ทั้งนั้น คนฟังมีความสุขค่ะ อย่างเนี๊ย เป็นใคร ๆ จะไม่ชอบล่ะ มีความรู้สึกว่าเราสามารถทำให้คนรู้สึกขนาดนั้นได้ ก็ภูมิใจตัวเอง แต่ก็ต้องบอกว่ายกความดีให้กับคนฟังด้วยเพราะเพลงทุกเพลงที่เลือกมามันคือเพลงจากคนฟังทั้งนั้น พี่มีหน้าที่แค่มาเรียงร้อยหรือมาต่อเนื่องให้มัน smooth ในรายการเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นน่าจะเข้าใจกันแล้วถึงเพลงที่ขอมาบางทีรอนานบางทีเปิดได้เลย มันก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์หรือว่าจังหวะตอนนั้นด้วย จริง ๆ มันไม่ใช่กฎตายตัวนะแต่มันคือเสน่ห์ของรายการ อย่างบางที่เราจะเรียกสายเล่นเกมส์ แล้วเราเปิดแต่เพลงเศร้าคนฟังก็จะรู้สึกแบบ มันไม่ตื่นตัว แต่ถ้าเกิดอย่างเราจะเข้า Because of love ซึ้ง ๆ แล้วเราเปิดเพลงโฉ่งฉ่าง ก็อีกแหละ อารมณ์น่ะ เหมือนกับเราเองก็มีส่วนร่วมและก็มีอิทธิพลกับอารมณ์ของคน ณ เวลานั้นอย่างสูงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเพลงก็เป็นองค์ประกอบหลักของการจัดรายการวิทยุที่เรามองข้ามไม่ได้เลย

แล้วเหตุการณ์ที่คิดว่าแย่สุด ๆ ล่ะ

ไม่มีละกัน แต่เคยรู้สึกแย่เพราะความรู้สึกของตัวเองมากกว่า จริง ๆ พูดเข้าเพลงนิดนึงก็ได้ไหน ๆ ก็เป็นดีเจ คือตอนนี้ก็ชอบเพลงอยู่เพลงนึงที่เพิ่งเปิดไปวันนี้ ชื่อเพลง ก้อนหินก้อนนั้น ที่พี่ดี้ได้แต่งเนื้อด้วย เพลงของโรส จริง ๆ ไม่ได้เปรียบเทียบได้กับความรักเพียงอย่างเดียวนะ มันคือทุกอย่างในชีวิตเลย อะไรที่เรากำเอาไว้ก็เปรียบเสมือนเป็นก้อนหินที่มัน ยิ่งบีบเข้าไปก็ยิ่งเจ็บก็มันหินน่ะ ขึ้นชื่อว่าหินมันต้องแข็งทั้งนั้น ถ้าเราไม่กำแต่เราวางไว้เฉย ๆ มันก็ยังสบายอยู่ ๆ ระดับนึง แต่มันก็ยังหนักมั้ยล่ะมันก็หนักนะ แต่ถ้าเราโยนทิ้งล่ะ ถูกป่ะ แต่เราจะทำอย่างนั้นได้ก็ต่อเมื่อมันกลายเป็นก้อนหินแล้ว เข้าใจที่พูดป่ะ แต่บางอย่างมันยังเป็นของเหลวที่ยังไม่ควบแน่นเป็นก้อนหินน่ะ ถ้าหากเราปา หรือเราขยำ หรือเราอะไรมัน มันแตกมันเลอะมือเราถูกป่ะ มันก็เหมือนกับปัญหาที่เข้ามาในชีวิตเรา อะไรที่เรา ๆ ยังละทิ้งไม่ได้เราต้องเผชิญอยู่ หรือเรายังต้องแก้ไขอยู่ เราจะต้องลุยไปก่อน แต่เมื่อไรถ้ามันกลายเป็นก้อนหินแล้ว เราก็ช่างมันได้ อย่างที่พี่เคยพูดว่า เนอะ ถ้ามันแก้ไม่ได้แล้ว " ช่างมัน " ก้อนหินก้อนนั้นโยนทิ้งไป

แล้วที่คิดว่าเปิ่นและหน้าแตกที่สุดล่ะ

ยังไม่มีถึงขนาดว่าพูดถึงเพลงนี้แล้วไปเปิดอีกเพลง อย่างนั้นคงเป็นความผิดพลาดอย่างยิ่งในชีวิตดีเจของทุกคนเลยจริง ๆ นะ ( แหม ๆๆๆ พี่ชาย พูดผิดออกบ่อย ๆ นะ ออกเสียงผิดน่ะ - ผู้สัมภาษณ์) อะฮะ แหมอันนั้นมันเป็นเรื่องปกติน่ะ เขาเรียกว่าจับผิดอยู่นะ 5555 พูดผิดบ่อยมั้ย มีความรู้สึกว่าตัวเองดีขึ้นนะ คือแรก ๆ อาจจะแบบว่าถ้าตั้งใจมากเกินไป มันจะแข็งมันจะไม่ smooth แต่จะพูดถูกหมดเลยนะ ออก ร เรือ.. ล ลิง ชัดเจน แต่พอหลัง ๆ ใช้อารมณ์พูด ใช้ความรู้สึกพูด มันจะ smooth แต่มันอาจจะมีสะดุดเพราะว่า เรายังเรียบเรียงคำพูดให้มันรวดเร็ว ยังไม่ชิน แต่พี่ว่าเข้าเดือนที่เจ็ดมานี้ พี่มีความสุขกับการทำงานทุกวันนะ เพราะว่าพี่ตั้งใจไว้ยังไง ก็ได้อย่างนั้นเกือบทุกอย่าง บอกแล้วว่าการเป็นดีเจ มันต้องมีการเตรียมตัวอยู่ตลอดแหละ ในสิ่งที่จะพูดเชื่อมั้ยว่าพี่อาจจะเป็นคนที่แบบ เป็นคนที่ไม่เหมือนคนอื่น อย่างดีเจที่ชั่วโมงบินสูงนึกจะพูดอะไร อย่างพี่อ้อย พี่ไม่เห็นเขาจะต้องมานั่งจด หรือก็อาจจะมีบ้างเป็น key word คำสองคำ แต่พี่แบบอย่างเช่นจะพูดจบเข้าเพลงนี้หรือหลังจากนี้พี่จะพูดอะไรพี่ก็จะเขียนไซต์ไว้ หัวกลางท้าย เพื่อให้มัน smooth ที่สุด กระชับที่สุด ถ้าไม่ไซต์ไว้อย่างนี้เดี๋ยวมันจะเยิ่นเย้อน่าเบื่อ

ถ้าต้องเปลี่ยนเวลาจัดใหม่อยากจัดเวลาไหน

ก็กลางคืนไปเลย ถ้าช่วงพี่อ๊อดก็คงดึกไป อืม ช่วงพี่หน่องเป็นเวลาที่ดีเหมือนกันนะแต่เราอย่าไปแย่งเขาเลย เพราะพี่หน่องคงชอบเวลานั้นอยู่แล้วได้ข่าวมาเหมือนกัน แต่สนุกดี มันไม่เกี่ยวกับการรับงานนอกนะ แต่มีความรู้สึกว่าเป็นช่วงที่มัน เออ สบายดี วันที่เปลี่ยนกับพี่หน่องรู้มั้ยว่าวันนั้นจัดรายการได้เนียนมากเลย อารมณ์ของตัวเองนะ ไม่รู้ว่าคนฟังจะรู้สึกอย่างไร แต่มีความรู้สึกว่าที่สลับกับพี่หน่องเราเนียนมา ช่วงพี่อ๊อดก็เนียนเหมือนกัน เนียนแบบจะหลับน่ะ มันดึกไป 555

รู้สึกยังไงกับพวกที่โทรมาบ่อย ๆ

ก็ต้องแยกจำพวกอีกแหละ ว่าเป็นจำพวกไหน อย่างเช่นถ้าเป็นน้อง ๆ ที่รู้จักกันดีเรียกว่าชาวเวปไซต์ ดีกว่า ก็คงไม่มีปัญหาอะไรก็คงไม่เป็นปัญหาอะไรคุยกันรู้เรื่อง ส่วนใหญ่ก็คงโทรมาขอเพลง แต่บางคนจะโทรมาแปลก ๆ โทรมาขอบัตร ขอของรางวัล หรือมาแบบจะขอรอสายเลย พี่ก็อาจจะลำบากใจ พี่ก็ต้องบอกว่าเพื่อความยุติธรรมนะ ก็มีหลายแบบละ แต่ก็เข้าใจแหละว่าที่เขาโทรมาถึงเขาไม่ได้ชื่นชอบอะไรเรามากมายแต่อย่างน้อยเขาก็ฟังเรา ก็ควรให้เกียรติเขานี่แหละเป็นสิ่งที่พี่คิดว่าต้องให้ความสำคัญ ให้ความสำคัญกับทุกคนเท่ากัน

วัน ๆ ทำอะไรก็ตั้งหลายอย่างจัดสรรเวลาในชีวิตประจำวันอย่างไร

ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ก็ถ้าตื่นเช้ามาก็เปิดวิทยุ ฟังเพลงเยอะ ๆ ก่อนเก็บเหมือนเป็นข้อมูล อ่านหนังสือพิมพ์ ( คลื่นไหนฟังพิเศษ ?? ) เปิดไปเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่จะเน้นช่วงที่เปิดเพลงกับดีเจพูด เพราะว่าพี่จะดูว่าเดี๋ยวนี้เขาไปกันถึงไหนแล้ว เปิดเพลงยังไงดีเจคนอื่นเป็นยังไง ก็จะมีการมาเปรียบเทียบกับตัวเองอะไรที่พี่ไม่ดี และเขาจะมีวิธีการพูดยังไง และหลังจากนั้นถ้ามีงานพี่ก็จะทำงานต่อ จะนั่งอยู่หน้าคอมฯ เสร็จก็ทานข้าวเที่ยงอาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ออกมาจัดรายการบ่ายสอง ซึ่งเวลาช่วงเช้ามันหมดไปไวมากเพราะอะไรก็ไม่รู้เยอะมาก มันไม่ได้ตื่นสาย ตื่นเก้าโมง (โห ) ก็ทำโน่นทำนี่ (สายแล้วพี่) ก็น้อง ๆ เข้างานกันกี่โมงล่ะ สำหรับพี่มันก็ปกติแต่ถ้ามีงานทำพี่ก็ต้องตื่นเช้า

ทุกวันมีการเตรียมตัวหรือทำการบ้านอะไรสำหรับจะมาจัดรายการหรือเปล่า

ก็อ่านหนังสือพิมพ์ ซึ่งบางครั้งเรื่องในหนังสือพิมพ์ก็จะไม่ใช่อะไรที่เราจะเอามาพูดได้เสมอไปแต่มันได้มุมมองอะไรบางอย่างของคนหลาย ๆ คนเยอะแยะไปหมด สิ่งที่ทำทุกวันเยอะ ๆ มาก ๆ อ่านหนังสือพิมพ์เยอะ ๆ ดูทีวีเยอะ ๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นรายการประเภทวิเคราะห์ข่าว แล้วก็ดูพวกรายการบันเทิงบ้าง ที่เขาสรุปข่าวว่ามีอะไรถึงไหนแล้วตอนนี้เกี่ยวกับเพลง ศิลปินนักร้อง แล้วก็อ่านหนังสือเยอะ ๆ หนังสือทั่วไป เพราะว่าความฝันอีกอย่างคือ อยากเขียนหนังสือ แต่ตอนนี้ความอดทนคงยังน้อยอยู่ อาจเขียนสะสมไปเรื่อย ๆ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มเลยนะ ก็มีไอเดียบ้างแล้วละว่าจะเขียนอะไร แต่มันเยอะมากไง ต้องเลือกมาซักไอเดีย ( จะลืมมั้ย ปล่อยไว้นาน ) ไม่ลืมหรอก พี่จำไว้หมดแหละใครเป็นใคร เรื่องของแต่ละคนเอามาเขียนได้หมด เคยมีความคิดเหมือนกัน อย่างช่วงที่พี่ชอบมากที่สุดในคลื่นตอนนี้ก็ Because of Love เรื่องบางเรื่องอาจจะเป็นเรื่อง fake หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ แต่ในเมื่อเขาโทรมาเล่าพี่ก็ถือว่าให้เกียรติเขานะ ว่าแต่ละเรื่องมีความสำคัญหมด อาจจะแบบรวมเล่ม Because of Love ช่วงพี่ก็ได้ มีอะไรแปลก ๆ เยอะ อย่างบางเรื่องเช่นนกตาย ซึ่งเขาเป็นคนที่กลัวนกมาก ๆ แต่ปรากฏว่าตอนนั้นมันตกต้นไม่ลงมา แล้วเขาต้องปฐมพยาบาล แล้วอยู่ดูแลจนมันตายก็เอาไปฝัง เออ แปลกดี Because of Love หรืออย่างบางคนที่บอกว่าไปอยู่หัวหินแล้ว แฟนอยากกินขนมปัง แค่บ่นอยากกินขนมปังก็ถีบจักรยานไปที่ 7-11 สามสี่กิโลไปกลับเกือบสิบกิโลได้เพื่อซื้อขนมปังเพียงชิ้นเดียว ใครจะมีแรงจูงใจได้ขนาดนั้นนอกจากรักกันจริง ๆ หรือว่าชอบกันใหม่ ๆ ก็ต้องเอาใจ

คาดหวังอะไรกับงานที่ทำอยู่

ก็คาดหวังว่ามันจะเป็นงานที่เลี้ยงชีพ ก็พูดตรง ๆ แล้วก็คิดว่าจะทำไปจนกว่าเขาจะไม่ให้ทำแต่คิดว่าเราหาตัวเองเจอแล้วละ ก็มีอีกอย่างที่อยากจะทำ แต่เก็บไว้ก่อนดีกว่าแล้วกันว่าเป็นอะไร แต่คิดว่าถ้ามีโอกาสคงทำอยู่แล้วละ

อนาคตอยากทำอะไร

จริง ๆ แล้ว เคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ จริง ๆ พี่อยากทำงานด้านเกี่ยวกับ Organizer ด้วยนะ ตั้งบริษัท แต่มันก็มีหลายปัจจัยที่เราต้องคำนึงถึง อยากทำอะไรที่ไม่ต้องใช้คนเยอะ ๆ แต่เรารับผิดชอบด้วยตัวเราเอง ก็คงมีกิจการอะไรเป็นของตัวเองสักอย่าง ซึ่งตอนนี้ก็ดูไว้ก่อน ถ้าเป็นงาน Organizer ก็ต้องเต็มตัวละ แต่อาจจะเป็นงานอื่นที่เราไม่ต้องเต็มตัวขนาดนั้นมั้ย เช่นอาจจะเป็นแค่บริหารแล้วก็มีแบบลูกจ้าง พนักงาน มีอยู่แล้วละก็เก็บตังค์ไปก่อน ( มีอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำ ) ก็นี่แหละความฝันของตัวเองนี่แหละ อีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะทำ ถ้าได้ทำก็คงจะรู้

ความสุขในชีวิตประจำวันคืออะไร

ตื่นมาได้กินอาหารฝีมือแม่ ด้วยเมนูของแม่ และก็มีความสุขทุกครั้งที่กำลังเดินทางมาจัดรายการเพราะว่าเราจะคิดเลยว่า วันนี้เราจะเปิดเพลงแรกเพลงอะไร Because of Love วันนี้เราจะพูดเข้าช่วงอย่างไร พูดเรียกสายแบบไหน พูดจบอย่างไร หรือประเด็นไหนที่เราจะมาคุยมาเล่าให้ฟัง แล้วตอนนี้เย็น ๆ ก็มีความสุขอีกอย่างนึง ซึ่งเดี๋ยวก็คงจะไปแล้วละ 555 การออกกำลังกาย มันติดนะการออกกำลังกายมันติด แต่งานออกแบบที่ทำหรืองานพิธีกรมันก็โอเค ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ไม่ทำให้ตัวเองท้อแท้หรือน่าเบื่อหรอก แต่ก็เป็นอาชีพ ก็ต้องทำไม่ถึงขนาดฝืนทำมันก็ยังมีความสุขอยู่บ้าง

เมื่อเจอเรื่องสุข เศร้า เหงา และรัก มีวิธีตั้งรับกับอารมณ์นั้นอย่างไร

อีกสองอารมณ์ตัดไป เหลือแต่เหงา กับเศร้าแล้วกันนะ วิธีตั้งรับเหรอ ถ้าเหงาก็ต้องหาอะไรที่ตัวเองชอบทำ บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องไปอยู่กับคน อยู่กับสิ่งของก็ได้ อยู่กับสิ่งที่เราชอบอะไรอย่างนี้ พี่ก็คงฟังเพลงมั้ง หรือไม่ก็ ..... แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาเหงาเท่าไรเลย เพราะว่าวัน ๆ มีอะไรทำตลอด อย่างตอนเย็นก็ไปออกกำลังกายละ กลับไปก็นั่งทำงานต่อ ทำคอมฯ ต่อ แต่ช่วงนี้ project เคลียร์หมดแล้วก็ไม่มีก็ว่าง แต่ก็เดี๋ยวแหละเสาร์อาทิตย์ก็มีงานโน้นงานนี้ งานนอก ส่วนเศร้าเหรอ เศร้าแบบเฉพาะกิจเลยเดี๋ยวนี้ทำใจได้แล้ว อย่างมาจัดรายการใหม่ ๆ พูดถึงในฐานะดีเจก่อนแล้วกัน ก็จะ Sensitive กับข้อความแต่ละข้อความมาก เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเก็บมาเป็นอารมณ์เพราะคิดว่า ก็อย่างที่บอกแหละคนแค่คนเดียวอย่าเอามาทำให้เราเสียความรู้สึกแล้วจะทำให้รายการมันดูแบบไม่น่าฟัง เพราะยังมีคนอีกตั้งเป็นแสนเป็นล้านที่มันเทียบไม่ได้กับคนแค่คนเดียว แต่กลับกันถ้าเป็นคน ๆ เดียวเศร้าพี่จะให้ความสำคัญกับคน ๆ นั้นมากกว่าแต่ถ้าเขามาทำให้พี่เศร้าพี่จะไม่ใส่ใจ

ปรัชญาการดำเนินชีวิต

ถ้าพูดถึงปรัชญาการดำเนินชีวิต ก็มันมีหลายอย่างที่ใช้อยู่ แต่มีสิ่งนึงเวลาที่เราตัดสินใจจะทำอะไรใหม่ ๆ เริ่มอะไรใหม่ ๆ หรือต้องตัดสินใจเลือกทางเดินให้กับชีวิต ก็จะคิดเสมอว่าไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคงไม่เห็นพี่ในหลาย ๆ บาทบาทแบบนี้ คือพี่พยายามไง และคิดเสมอว่าพี่ทำได้ แต่มองตัวเองก่อนนะว่าตัวเองมีคุณสมบัติพอหรือเปล่าแล้วค่อยเริ่มคิดแบบนั้น ก็คือทำได้ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ถ้าเราตั้งใจจริง อันนี้ละมั้งเป็นสิ่งที่พี่ใช้ในการทำงาน เลือกทางเดินของชีวิตนะ แต่ถ้าถามถึงการใช้ชีวิตในทุกวันอาจจะมีอีกคตินึงก็คือเราไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ เพราะฉะนั้นก็จะทำวันข้างหน้าให้ดีกว่าที่จะมัวไปเสียใจหรือเสียดายวันที่ผ่านมาแล้ว พี่จะคิดอย่างนี้ แต่จะเก็บมันไว้เป็นบทเรียนว่ามันไม่ดีเพราะอะไร พลาดเพราะอะไร

สเปค ฯ ของผู้หญิง และ ผู้หญิงที่จะเป็นแม่ของลูก

สเปคของผู้หญิงที่ชอบ ต้องบอกว่าชอบผู้หญิงที่มีความมั่นใจในตัวเองเป็นตัวของตัวเอง แต่ไม่เอาสูงเกินไป สูงปรี๊ดดด เลย มั่นใจสูงไม่เอา self ไป คือไม่ฟังคำใคร ก็ไปเถอะห่าง ๆ อย่างเนี๊ย เป็นผู้หญิงที่แบบ เนี่ยหละมั่นใจในตัวเองแล้ว แล้วก็มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นผู้หญิงอยู่ในตัวเอง กลาง ๆ แบบไม่ใช่หน่อมแน๊มซะ self ซะ ก๋ากั่นซะ ไม่ใช่อย่างนั่น สำหรับที่จะเป็นแม่ของลูกก็น่าจะเป็นคน ๆ เดียวกัน เพราะว่าในขณะที่เราไม่อยู่เขาน่าจะทำหน้าที่แทนเราได้ เพราะเราอาจไม่ได้อยู่กับลูกตลอดเวลา แต่เขาก็น่าจะทำหน้าที่แทนเราได้ สลับกันได้

เมื่อไรจะแต่งงาน ( อุ๊บ ... )

เป็นคำถามที่หยาบคายมาก.555...( มีแอบค้อนด้วยพี่ชาย) เมื่อพร้อม ๆ เพราะตอนนี้มีภาระเยอะ อย่างบ้านที่พี่อยู่ก็พี่ยังรับผิดชอบอยู่ ต้องผ่อน เอาเป็นว่ายังต้องดูแลแม่ กับที่บ้าน พ่อด้วยน้องด้วย น้องก็ไม่ต้องเท่าไรแล้ว โอเคป่ะ เมื่อพี่ไม่ต้องมีภาระแล้ว เพราะไม่อยากให้คนอื่นมารับภาระร่วมกับเราด้วย เขาก็ต้องใช่มั้ยรับผิดชอบร่วมกับเรามันไม่ดี

พูดอะไรถึงน้อง ๆ ชาวเวปไซต์

ก็จะต้องบอกว่า จริง ๆ ก็จะมีกลุ่มประจำน่ะ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่เหนียวแน่นหรือง่าย ๆ ก็จะเป็นกลุ่มก่อตั้ง กลับกลุ่มใหม่ ๆ ที่เขาก็จะแวะเวียนมาเยี่ยมเรา ก็น่าจะเป็นแบบ น้อง ๆ ที่น่ารัก ก็น่าจะน่ารักมั้ง 555 ไม่ใช่....พูดเล่น ( พี่ชายนะทำเอาใจแป้ว ) พี่ก็รู้สึกดีมากที่มีน้อง ๆ ให้ความสำคัญ ให้เกียรติและไว้ใจพี่ พูดอะไรก็เออ คำพูดพี่ศักดิ์สิทธิ์บ้างนะ ไม่ใช่พูดอะไรไปแล้วไม่ฟังกัน และก็คิดว่าพี่ก็มีอะไรบางอย่างที่จะเป็นตัวอย่างให้กับน้อง ๆ ได้ อย่างวิธีคิดในการดำเนินชีวิต หรือวิธีการในการตัดสินใจอะไรบางอย่าง แต่บางอย่างมันก็ไม่ดีหรอก ด้านดีก็อยากให้เก็บไปด้านไม่ดีก็ ถ้ารู้แล้วเห็นแล้วก็รู้แล้วก็วางหมายถึงว่าก็ปล่อยมันไว้ ณ จุดนั้น แต่ละคนก็มีข้อเสียทั้งนั้นแหละ พี่ยังไม่เคยคิดว่าตัวเอง perfect เลยนะ แต่พี่คิดว่ามีอะไรบางอย่างที่ตัวเองสามารถบอกคนอื่นแล้วให้ทำและมันน่าจะดีได้ บอกต่อแล้วน่าจะดีได้ ใช้คำว่าน่าจะดีนะเพราะว่าเขาจะเอาไปใช้ในแนวทางไหนก็ขึ้นอยู่กับเขาเองน่ะ

อยากให้ฝากอะไรสักนิด

อยากฝากถึงน้อง ๆ แหละไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม แต่เข้ามาเยี่ยมชมในเวปไซต์ ก็อยากให้เกิดเหมือนเป็นแบบสังคมเล็ก ๆ น่ารักอบอุ่น และคิดว่าช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางด้านความรู้สึก การให้กำลังใจแล้วก็ช่วยเหลือกันในด้านเกี่ยวกับใครมีแรงก็ช่วยแรงใครมีใจก็ช่วยใจทุกอย่าง พี่คิดว่าพวกเราช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ ไม่จำเป็นต้องพี่ดูแลน้องอย่างเดียว บางที่น้องก็อาจจะเป็นที่พึ่งให้พี่ได้ แล้วก็อยากให้ทำอะไรดี ๆ มีกิจกรรมดี ๆ ไปเรื่อย ๆ อย่างเช่นที่เราจะไปมิตติ้งครั้งที่สาม เราไปทำบุญกันดีมั้ย หรือคราวต่อไปเราอาจจะรวมเงินไปทำโน่นทำนี่ให้เป็นประโยชน์กับสังคมบ้าง คือการที่เรามองเห็นแต่เรื่องของตั วเอง มันก็บางครั้งดูเป็นการหมกมุ่นหรือจมกับปัญหาของตัวเองมากเกินไป ถ้าเราได้ทำอะไรเพื่อสังคม เราไปเห็นอะไรที่มันกว้างกว่านี้ เปิดหูเปิดตา มันอาจจะทำให้เราตัดสินใจ ตัดสินปัญหาที่เรามีอยู่ได้ พี่เชื่อแบบนั้น เพราะพี่ก็เคยเป็นแบบนั้น เหมือนกันแหละ พี่ก็ถือว่าการที่พี่ให้คำแนะนำน้อง ๆ หรือรับฟังปัญหาของน้อง ๆ บางทีพี่ก็มีความรู้สึกว่า พี่ตัดสินใจปัญหาของตัวเองได้เหมือนกันหรือมีกำลังใจมากขึ้น เหมือนที่เคยบอกละว่ากำลังใจมักจะมาตอนที่เราเป็นฝ่ายที่ให้กำลังใจคนอื่นเสมอ ถ้าเรามัวแต่คิดว่าท้อ ๆ แล้วเราไม่เปิดรับใครเลย แม้กระทั่งกำลังใจจากคนอื่น แย่แล้วนะ แต่ถ้าเกิดคนอื่นแย่กว่าเรา อะเราเห็นว่าเราแย่แล้วละ แต่คราวนี้ต้องเป็นฝ่ายให้กำลังใจกับคนอื่น มันเหมือนกับว่าพอเราช่วยเขายกภูเขาออกจากอก บางทีภูเขาจากอกเราก็ถูกยกออกไปด้วยเหมือนกัน อาจจะไม่หมดทุกลูกนะบางคนอาจจะมีสักสิบลูก สักลูกนึงก็ยังดีถูกป่ะ ok ?

ก็ต้องขอบคุณพี่ตั้ม พี่ชายที่แสนดีของพวกเราจริงๆ ที่สละเวลาอันมีค่า มานั่งให้พวกเรา ล้วง แคะ แกะ เกา อยู่ตั้งนานสองนาน ขอบคุณสำหรับทุกคำตอบที่ทำให้พวกเราได้รู้จักพี่ชายคนนี้เพิ่มมากขึ้น ในอีกหลายๆ แง่มุม และคงต้องขอบคุณรวมไปถึงแนวคิดดี ๆ ที่ฝากไว้ นี่แหละ ผู้ชายธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา " ดนู สิงหเสนี "

* MC = Master of ceremonies = พีธีกร

อัลตร้าแมนแสนสวย สัมภาษณ์
อัญ ถ่ายภาพ
ลิงเปิ้ล กิน (แรง 555)